ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ยังคงเน้นย้ำการลาดตระเวน เสริมกำลังสนับสนุนภาคพื้นดิน โดยมอเตอร์ไซด์วิบากลาดตระเวนในพื้นที่อุทยาน

ผู้ว่าราชการเชียงใหม่ยังคงเน้นย้ำการลาดตระเวน เสริมกำลังสนับสนุนภาคพื้นดิน โดยมอเตอร์ไซด์วิบากลาดตระเวนในพื้นที่อุทยานฯ พร้อมขอความร่วมมือหอกระจายข่าวทุกหมู่บ้าน ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจในมาตรการห้ามเผาในที่โล่งเด็ดขาด

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการเชียงใหม่ ประชุมศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุม 1 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับแผนการปฏิบัติงาน ซึ่งจากการรายงานจุดความร้อนของจังหวัดเชียงใหม่ช่วงเช้าวันนี้ พบจุดความร้อน จำนวน 230 จุด โดยพบในพื้นที่ป่าสงวน 78 จุด ป่าอนุรักษ์ 149 จุด ชุมชนและอื่นๆ 2 จุด โดยเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอพร้าว จำนวน 44 จุด เป็นพื้นที่ตำบลแม่แวน 19 จุด จึงได้ประสานขอรับการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ MI 17 ของกองทัพบกเข้าดับไฟในพื้นที่อำเภอพร้าวติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เนื่องจากบริเวณที่เกิดจุดความร้อนเป็นหน้าผาสูงชัน ยากต่อการเข้าถึงของชุดปฏิบัติการดับไฟป่าภาคพื้นดิน อีกทั้งในพื้นที่มีเชื้อเพลิงหนาแน่น ขณะที่ เครื่องบิน BT-67 กองทัพอากาศ ยังคงปฏิบัติภารกิจบินโปรยน้ำลดฝุ่นควันจำนวน 2 เที่ยวบิน บริเวณคูเมืองเชียงใหม่ เพื่อโปรยน้ำบรรเทาปัญหาฝุ่นควันในตัวเมืองเชียงใหม่อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ยังคงเน้นย้ำการลาดตระเวน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ลดปัญหาการเผาป่า มากกว่าที่จะไปดับไฟ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต่างเหนื่อยล้ากันมาหลายวัน โดยขอให้มีการสับเปลี่ยนกำลังเข้าไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันผู้ที่จะเข้าไปเผาในพื้นที่ป่า ซึ่งชุดลาดตระเวนประจำหมู่บ้านจะมีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน เป็นหัวหน้าชุด และปฏิบัติงานร่วมกับกำลังทหาร ตำรวจ ชรบ. ฝ่ายปกครอง และจิตอาสา รวมถึงดึงคนที่หาของป่าในพื้นที่เข้ามาร่วมเป็นชุดลาดตระเวนด้วย ซึ่งในทุกเช้าจะมาประเมินสถานการณ์เพื่อวิเคราะห์พื้นที่ที่จะเข้าไปลาดตระเวน โดยใช้รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ และการเดินเท้า นอกจากนี้ จะเพิ่มการใช้มอเตอร์ไซด์วิบาก เข้าลาดตระเวนในพื้นที่ป่าอุทยานฯ และจากที่ชมรมร่มบินเชียงใหม่ และทีมโดรนจิตอาสา เข้ามาช่วยบินสำรวจจุดความร้อน และชี้พิกัดให้เจ้าหน้าที่ ทำให้เข้าไปดับไฟได้อย่างทันท่วงที ขณะเดียวกันยังเป็นการป้องปราบและกดดันผู้ที่คิดจะเผาป่า หากพบผู้กระทำผิดจะถ่ายภาพ แล้วนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ ขอความร่วมมือหอกระจายข่าวในทุกหมู่บ้าน ใช้เสียงตามสายประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจในมาตรการห้ามเผาในที่โล่งเด็ดขาด และผลกระทบจากการเผา รวมทั้งมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ซึ่งได้ดำเนินการกับผู้ที่เผาแล้ว 277 ราย แยกเป็นสาธารณสุข 25 ราย ป่าไม้ 184 ราย จราจร 68 ราย เปรียบเทียบปรับ 82 ราย ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่จะป้องปราบผู้ที่จะกระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องที่คุณอาจสนใจ