สดร. หนุนนักวิจัย ส่องปรากฏการณ์หนึ่งในล้าน ดาวแคระขาวกลืนดาวเคราะห์บริวาร ผ่านกล้องโทรทรรศน์ ณ หอดูดาวแห่งชาติ

18 กุมภาพันธ์ 2559 – สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ องค์การมหาชน (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยอีกหนึ่งผลงานน่าตื่นเต้นของวงการดาราศาสตร์ หลังทีมนักวิจัยใช้กล้องโทรทรรศน์เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร บนหอดูดาวแห่งชาติ ตรวจพบปรากฏการณ์หายาก ดาวเคราะห์บริวารถูกแรงโน้มถ่วงของดาวแคระขาวกระทำจนแตกเป็นกลุ่มก๊าซและเศษมวลกระจายอยู่ในวงโคจร และอาจแตกสลายจนหมดทั้งดวง เป็นที่สนใจของนักดาราศาสตร์ทั่วโลก ตอกย้ำความสำเร็จของ สดร. ในฐานะศูนย์กลางดาราศาสตร์อาเซียน เชิญชวนนักเรียน นักศึกษาผู้สนใจดาราศาสตร์ต่อยอดความรู้ พร้อมโอกาสสร้างงานวิจัยดาราศาสตร์ระดับโลก

 

รศ. บุญรักษา  สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยความสำเร็จครั้งใหม่จากกล้องโทรทรรศน์เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร บนหอดูดาวแห่งชาติ หลังผลงานวิจัยของนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอร์ริค สหราชอาณาจักร นำโดย ดร.บอริส  แกนซิเก และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์  มหาวิทยาลัยลอนดอน มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ และสถาบันดาราศาสตร์แห่งสเปน ร่วมกับทีมนักดาราศาสตร์ไทย จาก 1) มหาวิทยาลัยนเรศวร  – ผศ.ดร. อมรรัตน์  อังเวโรจน์วิทย์ 2) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย – อาจารย์ศิรินภา  อาจโยธา  และ 3) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)  – นายสมสวัสดิ์  รัตนสูรย์ เจ้าหน้าที่เทคนิคดาราศาสตร์ ใช้กล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา และกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร ของมหาวิทยาลัยวอร์ริค ณ  เกาะลาพัลมา ประเทศสเปน ร่วมกันศึกษาติดตามดาวเคราะห์บริวารถูกแรงโน้มถ่วงสลายมวลเมื่อเข้าใกล้ดาวแม่ซึ่งเป็นดาวแคระขาว มีชื่อว่า ดาว WD 1145+017 (WD คือ White Dwarf หรือ แคระขาว และตัวเลขหมายถึงตำแหน่งปรากฏบนท้องฟ้า) ซึ่งถูกค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์  ดาวแคระขาวนี้ อยู่ห่างจากโลกเพียง 570 ปีแสงเท่านั้น

 

ปรากฏการณ์นี้สังเกตได้ยากมาก เพราะดาว WD 1145+017 มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ แต่ขนาดเล็กใกล้เคียงกับโลกเท่านั้น วัตถุที่มวลหนาแน่นเช่นนี้จะมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ดึงดูดดาวเคราะห์บริวารเข้ามาใกล้ จนกระทั่งแรงโน้มถ่วงเริ่มฉีกมวลของดาวเคราะห์จนแตกเป็นกลุ่มก๊าซและเศษมวลของดาวเคราะห์ กระจายอยู่ในวงโคจรเป็นแผ่นวงแหวนรอบดาวแคระขาว ท้ายที่สุด ดาวเคราะห์นี้อาจจะแตกสลายจนหมดทั้งดวง และถูกดึงดูดเข้าสู่ดาวแคระขาวจน ไม่เหลือร่องรอยใด ๆ

 

การสังเกตการณ์ครั้งนี้ ทีมวิจัยใช้กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร   ที่ติดเครื่องอัลตราเสปก ซึ่งเป็นกล้องถ่ายภาพซีซีดีความเร็วสูง ใช้ตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของกราฟแสงของระบบดาว  พบว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผิดธรรมดา เพราะนักดาราศาสตร์เพิ่งตรวจสอบว่าดาว WD 1145+017 มีค่าความสว่างผิดปกติเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว จึงเริ่มศึกษาโดยละเอียด โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน – 25 ธันวาคม 2558 พบว่าแสงของดาวแคระขาวลดลงหลายช่วง เนื่องจากเศษดาวเคราะห์ที่แตกออกถึง 6 กลุ่ม เคลื่อนที่ทยอยบังดาวแม่เป็นช่วง ๆ เศษดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวแคระขาวนี้มีคาบการโคจร 4.5 ชั่วโมง ปกติแล้วนักดาราศาสตร์จะศึกษาปรากฏการณ์เช่นนี้ต้องใช้เวลานับสิบปี แต่ดาว WD 1145+017 ดูดกลืนมวลของดาวเคราะห์บริวารนี้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ได้เห็นจุดจบของดาวเคราะห์แบบวันต่อวัน ผ่านกล้องโทรทรรศน์ของประเทศไทย ปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ทั่วโลกยังคงให้ความสำคัญในการติดตามศึกษาระบบวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ เนื่องจากดาวฤกษ์ส่วนใหญ่รวมทั้งดวงอาทิตย์ จะกลายเป็นดาวแคระขาวเมื่อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์หมดลง การค้นพบในลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจระบบวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ได้มากยิ่งขึ้น

 

รศ. บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ แสดงความยินดีกับทีมวิจัย และกล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า ผลงานวิจัยชิ้นนี้นับเป็นบทความเด่นที่สมาคมดาราศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกานำมาเผยแพร่ตีพิมพ์อย่างแพร่หลาย เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศของเรามีโครงสร้างพื้นฐานด้านดาราศาสตร์ที่มีคุณภาพระดับโลก สามารถรองรับงานวิจัยดาราศาสตร์ขั้นสูงได้เช่นเดียวกับหอดูดาวแนวหน้าในต่างประเทศ จนได้รับการรับรองจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมดาราศาสตร์นานาชาติภายใต้ยูเนสโกแห่งแรกของโลก เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา

 

ผอ. สดร. กล่าวถึงการพัฒนาดาราศาสตร์ไทยว่า อนาคตของวงการดาราศาสตร์ไทยยังไปได้ไกลอีกมาก เครื่องมือและปัจจัยพื้นฐานด้านดาราศาสตร์เรามีครบถ้วน แต่ยังขาดบุคลากร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนมาก จึงขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษาที่มีใจรักดาราศาสตร์ เลือกศึกษาต่อด้านดาราศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันมีเปิดสอนแล้วในหลายมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ สดร. สนับสนุนทุนการศึกษาและวิจัย รวมทั้งความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ  มีโอกาสสร้างผลงานวิจัยดาราศาสตร์ และเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับผลงานของทีมวิจัยจากประเทศอังกฤษที่ ใช้หอดูดาวแห่งชาติของเราสร้างงานวิจัยระดับโลกได้ในครั้งนี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.narit.or.th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *