ผจญภัยในเมืองสามหมอก ท่องเที่ยว Adventure แม่สะเรียง…สองแผ่นดิน

DSC_6352 copyแม่ฮ่องสอน หรือเมืองสามหมอก เป็นเมืองที่มีมนต์เสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ ทั้งความงดงามของวัฒนธรรมหลากหลายชาติพันธุ์ และธรรมชาติที่แสนบริสุทธิ์ของขุนเขา สายน้ำ และสายหมอก ที่คอยเชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวที่รักการเดินทาง ยอมฝ่าความยากลำบากของเส้นทางนับพันโค้ง เพื่อมาเก็บความประทับใจในเมืองสามหมอกแห่งนี้ อีกทั้งภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีแหล่งท่องเที่ยวในแนวผจญภัยกระจายอยู่ทุกอำเภอ

 

DSC_6296 copyซึ่งแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ถือเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ชอบแนวผจญภัย ในการเข้าสู่ผืนป่าธรรมชาติดิบๆ ที่ยังไม่ถูกปรุงแต่งใดๆ มีทั้งภูเขาอันสลับซับซ้อน ประกอบด้วย ถ้ำมากมาย แม่น้ำหลายสาย และหมู่บ้านชาวไทยภูเขาหลากหลายวัฒนธรรมความเป็นอยู่ และที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างคือ แนวตะเข็บชายแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ในพื้นที่หลายอำเภอของแม่ฮ่องสอน ที่เป็นจุดดึงดูด นักท่องเที่ยวที่ต้องการหาประสบการณ์ ความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งในครั้งนี้ ทางทีมงานเชียงใหม่ลีดเดอร์นิวส์ ได้ติดตามคณะนักเดินทางไปยังอำเภอแม่สะเรียง เพื่อร่วมกิจกรรม “ท่องเที่ยวผจญภัย Adventure แม่สะเรียง…สองแผ่นดิน” เมื่อวันที่ 13 – 15 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

 

 

DSC_6355 copyคณะของเราประกอบด้วย ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ออฟโรดในภาคเหนือ รวมทั้งสื่อมวลชนจากทั้งสองจังหวัด และผู้เข้าร่วมกิจกรรมชาวญี่ปุ่นที่ได้ร่วมเดินทางไปกับเราในครั้งนี้ โดยออกเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่ – ฮอด – แม่สะเรียง ใช้เวลาเดินทางพร้อมทั้งชมทัศนียภาพที่งดงามของสองข้างทางประมาณ 3 ชั่วโมง เราก็มาถึงอำเภอแม่สะเรียง

 

 

 

 

DSC_6270 copyโดยกิจกรรมแรกของเราในวันนี้คือการเดินป่าชมความงดงามของธรรมชาติ พร้อมสักการะพระธาตุสี่จอม ได้แก่ พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมทอง พระธาตุจอมกิตติ และพระธาตุจอมมอญ ซึ่งถือเป็นวัดสำคัญประจำสี่มุมเมืองของอำเภอแม่สะเรียง มีตำนานเล่าขานสืบกันมาเกี่ยวกับพระธาตุทั้งสี่จอมว่า มีพระฤาษีสี่ตนเป็นพี่น้องกันได้เป็นผู้ริเริ่มสร้างพระธาตุสี่มุมเมืองยวม  คือ พระธาตุจอมมอญ พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมทอง พระธาตุจอมกิตติ พระฤาษีทั้งสี่พี่น้องเป็นผู้มีตบะเดชะ มีวิทยาคมแก่กล้ามาก ได้ศึกษาเล่าเรียนเพียรปฏิบัติจากพระฤาษีอีกองค์หนึ่งผู้เป็นอาจารย์ซึ่งมี ฤทธิ์มากและมีอายุมากแล้ว ได้บำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ทางเหนือของเมืองยวมกล่าวกันว่าถ้ำDSC_6291 copyนั้น ชื่อถ้ำเหง้า หลังจากท่านฤาษีทั้งสี่ตนพี่น้องเรียนศิลปศาสตร์ต่างๆ จนจบแล้ว จึงกราบลาอาจารย์ไป บำเพ็ญเพียรสร้างบารมีต่อ และได้สร้างพระธาตุทั้งสี่จอมขึ้นมา พระฤาษีทั้งสี่ตนนั้นมีความเก่งไปคนละด้าน ฤาษีผู้พี่เก่งในทางรักษาโรคสามารถปรุงยาชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ตั้งสำนักอยู่ ณ ดอยจอมกิตติ พระฤาษีผู้น้องรองลงมาเก่งในทางเล่นแร่แปร ธาตุสามารถแปรเปลี่ยนธาตุหรือซัดตะกั่วให้เป็นทองก็ทำได้ ตั้งสำนัก อยู่ชื่อว่า ดอยจอมทอง พระฤาษีผู้น้องที่สามเก่งในทางอาคม ไสยศาสตร์ทั้งหลาย พำนักอยู่ที่ดอยจอมแจ้ง ฤาษีผู้น้องท้ายสุดเก่งในทางเรียกฝนเรียกลมด้วยอำนาจแห่งพลังจิต สำเร็จกสิณอภิญญา สามารถเดินเหินบนน้ำหรือ เหาะขึ้นไป บนอากาศก็ได้ด้วยอำนาจแห่งวาโยDSC_6300 copyกสิณ เพ่งลมจนกายเบาใจเบาพาตัวเองลอยละลิ่วไป ในอากาศได้พระฤาษีตนสุดท้ายนี้พำนักอยู่ ณ ดอยจอมมอญ และปรากฏเป็นวัดทั้งสี่จอมจนกระทั่งปัจจุบัน

 

 

 

 

 

DSC_6305 copy

 

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC_6332 copyหลังจากชมความงดงามของพระธาตุทั้งสี่จอมแล้ว ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน คุณพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ก็ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับแบบขันโตกให้กับคณะของเรา ณ วัดจองสูง พร้อมมอบเกียรติบัตรให้กับทุกคนในคณะที่ได้ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้ จากนั้นร่วมชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม และฟังเพลงเพราะๆ จากศิลปิน อ้อม รัตนัง และ ปฏิญญา ตั้งตระกูล ส่งท้ายให้เรานอนหลับฝันดีบนเตียงนุ่มๆ ในคืนแรกที่แม่สะเรียง

 

วันต่อมา เราตื่นกันแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางไปยังบ้านแม่สามแลบ ชายแดนไทย – เมียนมาร์ ระยะทางจากอำเภอแม่สะเรียงไปยังบ้านแม่สามแลบ ประมาณ 40 กิโลเมตรเศษๆ แต่เราใช้เวลาเดินทางกว่า 1 ชั่วโมง เนื่องจากเส้นทางบางช่วงเป็นหลุมบ่อ และบางช่วงก็กำลังมีการก่อสร้าง จึงทำให้รถยนต์ไม่สามารถใช้ความเร็วได้มากนัก เมื่อมาถึงบ้านแม่สามแลบ ชาวบ้านได้จัดเตรียมข้าวซอยแบบพื้นเมืองเป็นอาหารเที่ยงรอต้อนรับคณะของเรา ทุกคนก็ไม่รอช้ารีบลำเลียงข้าวซอยหอมกรุ่น รสชาติเข้มข้นลงกระเพาะอาหารกันอย่างรวดเร็ว พร้อมชมบรรยากาศริมแม่น้ำสาละวินชายแดนไทย – เมียนมาร์ที่แสนงดงาม ทำให้อาหารเที่ยงมื้อนี้ไม่สามารถหารับประทานได้ง่ายๆ ในเมืองแน่นอน

 

 

DSC_6380 copyเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจอาหารเที่ยงแล้ว ทุกคนได้พร้อมกันที่สนามโรงเรียนบ้านแม่สามแลบ เพื่อร่วมกันบริจาคสิ่งของจำเป็นต่างๆ ทั้งยารักษาโรค สมุด ดินสอ ปากกา หนังสือ รวมทั้งเสื้อผ้า ที่ได้เตรียมมา ให้กับเด็กๆ โรงเรียนบ้านแม่สามแลบ ซึ่งเด็ก ๆ ก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม และดีใจที่ได้รับของแจกรับเปิดเทอมในวันนี้ ถือเป็นความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ และถือเป็นกิจกรรมดีๆ ที่คณะเดินทางได้ร่วมกันจัดขึ้นในครั้งนี้

 

 

 

DSC_6395 copy

DSC_6407 copyจากนั้น เราได้ลงเรือเพื่อล่องไปตามแม่น้ำสาละวิน เลียบชายแดนไทย – เมียนมาร์ ชมความงดงามของสองฝากฝั่ง รวมทั้งวิถีชีวิตของคนริมฝั่งน้ำของทั้งสองประเทศ ชมป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และโขดหินอายุหลายพันปีที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมายามหน้าแล้ง พร้อมชมแหล่งท่องเที่ยวอันซีน ได้แก่ โรงพักท่าตาฝั่ง หรือสถานีตำรวจภูธรท่าตาฝั่ง ซึ่งมีความเก่าแก่ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2444 ตัวอาคารสร้างขึ้นจากไม้แดงมีความหนาถึง 20 ซม. ใช้เป็นที่กำบังกระสุนได้เป็นอย่างดี สำหรับโรงพักแห่งนี้สันนิฐานได้ว่าสร้างขึ้นเพื่อระวังความปลอดภัยบริเวณพรมแดน และการดูแลกิจการการทำไม้ระหว่างไทยและพม่า ซึ่งใช้แม่น้ำสาละวินในการลำเลียงไม้ ในอดีตตำรวจที่มาประจำที่โรงพักแห่งนี้ต้องเดินเท้ามาจากอำเภอแม่สะเรียง ใช้เวลา 2 วัน 1 คืนจึงจะถึง จนกระทั่งปี 2524 จึงได้ย้ายโรงพักท่าตาฝั่งไปยังบ้านห้วยโผ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จนกระทั่งปัจจุบัน

DSC_6399 copy

DSC_6418 copyเมื่อชมประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของโรงพักท่าตาฝั่งแล้ว คณะของเราก็ได้ล่องเรือกลับไปยังท่าเรือบ้านแม่สามแลบ และเดินทางกลับยังอำเภอแม่สะเรียง และพักผ่อนอย่างเป็นสุข เพื่อเก็บความประทับใจในการเดินทางครั้งนี้ พร้อมบอกลาอำเภอแม่สะเรียงกลับมายังจังหวัดเชียงใหม่ในวันรุ่งขึ้น และจบทริป Adventure แม่สะเรียง…สองแผ่นดินอย่างประทับใจไม่รู้ลืม

 

 

 

 

DSC_6427 copy

DSC_6419 copy

DSC_6420 copy

DSC_6405 copy

DSC_6358 copy

DSC_6361 copy

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *