เปิดประวัติ 19 ปี ทีมบอลเชียงใหม่ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ คว้าตั๋วลุยไทยลีก 1 ที่รอคอยมาอย่างยาวนาน

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า การแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 1 ฤดูกาล 2019 จะมีชื่อของ “เชียงใหม่ เอฟซี” ทีมแกร่งจากภาคเหนือเข้าร่วมโม่แข้ง หลังจากที่นัดสุดท้ายของการแข่งขันไทยลีก 2 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา สามารถบุกไปยันเสมอกับขอนแก่น เอฟซี ซึ่งเป็นทีมที่เป็นคู่แข่งแย่งตั๋วเลื่อนชั้นใบสุดท้าย และผลเสมอก็เพียงพอที่จะทำให้เชียงใหม่ เอฟซี คว้าอันดับสามได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีก 1 อย่างเป็นทางการ สร้างความดีใจ ความสะใจ ให้กับแฟนบอลชาวเชียงใหม่ที่เดินทางไปชมการแข่งขันสดๆ ที่สนามกีฬาจังหวัดขอนแก่น และที่รวมกลุ่มชมการถ่ายทอดสดอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลายคนถึงกับร้องไห้ออกมาเพื่อเป็นการระบายความดีใจ และความอัดอั้นที่รอคอยความสำเร็จของทีมมาอย่างยาวนาน และถือเป็นการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของทีมบอลจากจังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดของไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย

กว่าจะถึงวันนี้ ทีมฟุตบอลของจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางผ่านประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน มีทั้งช่วงเวลาที่ล้มเหลว และช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2542 เมื่อการกีฬาแห่งประเทศไทย มองว่าการแข่งขันฟุตบอลลีกของไทยในขณะนั้น กระจายอยู่ในวงจำกัดเพียงเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น ทำให้มีความพยายามที่จะส่งเสริมให้ฟุตบอลลีกเกิดความนิยมในภูมิภาคมากขึ้น จึงได้ร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย จัดตั้งลีกอาชีพในระดับภูมิภาคใช้ชื่อว่า “ไทยแลนด์ โปรวินเชียลลีก” เป็นโครงการลีกนำร่องของสมาคมฟุตบอลฯ โดยเชิญสมาคมกีฬาจังหวัดต่างๆ ที่ได้รับการคัดสรรมาร่วมแข่งในระบบลีกดังกล่าวนี้ ซึ่งสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ก็เป็นหนึ่งในสมาคมกีฬาที่ได้รับการคัดสรร จึงได้ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันในชื่อทีม “เชียงใหม่ คาลิเบอร์” (Chiangmai Calibre) ใช้ชุดแข่งขันสีชมพูซึ่งเป็นสีประจำมณฑลพายัพ ในปีแรกจบอันดับที่ 11 (รองสุดท้าย) แข่ง 22 นัด ชนะ 5 เสมอ 4 แพ้ 13 เก็บได้ 19 คะแนน

 

จากนั้น “เชียงใหม่ คาลิเบอร์” ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันไทยแลนด์โปรวินเชียลลีก จนถึงปี 2547 ก็ได้ตกชั้นไปเล่นในโปรลีก 2 หลังจากจบอันดับสุดท้ายในปีนั้น และปี 2548 จบอันดับ 3 ในโปรลีก 2 ได้เลื่อนชั้นกลับมาเล่นในโปรลีก 1 อีกครั้งในปี 2549 โดยได้มีการเปลี่ยนชื่อทีมจากเชียงใหม่คาลิเบอร์ เป็น “เชียงใหม่ เอฟซี” และมีการเปลี่ยนโลโก้ทีมใหม่ แต่ปีนี้ก็ทำผลงานได้น่าผิดหวัง จบอันดับสุดท้ายของลีก เก็บได้เพียง 13 คะแนนจากการลงเล่น 30 นัด

จนกระทั่งปี 2550 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบลีกประเทศไทยอีกครั้ง โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ทำบันทึกข้อตกลงในการรวมลีกทั้ง โปรลีก และไทยลีก เข้าด้วยกัน ทำให้มีการปรับโครงการลีกและสโมสรเกิดขึ้น มีการแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ดิวิชั่น คือ ไทยลีก, ดิวิชั่น 1 และดิวิชั่น 2 ซึ่งการแข่งขันดิวิชั่น 2 ให้ทีมสโมสรอันดับที่ 15 และ 16 ของการแข่งขัน โปรลีก 2549 เข้าร่วมการขันของสมาคมฯ ร่วมกับ สโมสรที่ไม่ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นหรือตกชั้นการแข่งขัน ดิวิชั่น 2 2549 โดยจัดสโมสรแข่งขัน ทั้งหมด 12 ทีม แบบพบกันหมด โดยสโมสรที่ทำผลงานอยู่ใน สองอันดับสุดท้ายจะตกชั้นลงไปแข่งขัน ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ข. หรือ แซต แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งเชียงใหม่ เอฟซี ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันดิวิชั่น 2 ในปีนี้ จากการเป็นอันดับที่ 16 ของโปรลีกเดิม และทำผลงานได้น่าพอใจ จบอันดับที่ 7 เก็บได้ 32 แต้ม จากการลงเล่น 22 นัด และปีนี้เอง แชมป์ดิวิชั่น 2 ก็คือ “เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด” ที่ได้ส่งทีมเข้าแข่งเป็นปีแรก และเป็นการเปิดตำนานของทีมกิเลนผยอง “เมืองทองยูไนเต็ด” จนถึงปัจจุบัน

จากนั้น ปี 2551 เชียงใหม่ เอฟซี ก็ยังคงได้สิทธิ์แข่งขันระดับลีกดิวิชั่น 2 ต่อไป มีการเปลี่ยนโลโก้ไปใช้ตราสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ระยะสั้นๆ และได้ออกแบบโลโก้ทีมใหม่เป็นรูปช้างพลายสีชมพูขึ้นมาใช้ ทำผลงานจบอันดับ 9 เก็บได้ 16 แต้มจากการลงเล่น 20 นัด

            

ต่อมาในปี 2552 เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบลีกอีกครั้ง โดยแบ่งดิวิชั่น 2 ออกเป็นระบบภูมิภาค หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2” โดยหาแชมป์จากภูมิภาคต่างๆ มาแข่งในระบบแชมป์เปี้ยนลีก เพื่อหา 3 ทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 โดยเชียงใหม่ อยู่ในดิวิชั่น 2 ภาคเหนือ ปีนี้มีการเปลี่ยนชื่อทีมเป็น “เชียงใหม่ ยูไนเต็ด” ภายใต้การทำทีมของกลุ่มนักธุรกิจท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ นำโดย “คุณชัดชาญ เอกชัยพัฒนกุล” เจ้าของธุรกิจวนัสนันท์ ทำผลงานจบอันดับ 9 ของลีกภาคเหนือ เก็บได้ 16 คะแนน จากการลงแข่ง 20 นัด และปีนี้เป็นปีที่ทีมเชียงราย ยูไนเต็ด เข้าร่วมการแข่งขันปีแรก และคว้าแชมป์ภาคเหนือ รวมถึงคว้ารองแชมป์ระดับประเทศ ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นดิวิชั่น 1 ในปีต่อไป

ปี 2553 ถือเป็นปีที่พลิกโฉมหน้าของทีมฟุตบอลเชียงใหม่อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ จากการเข้ามาทำทีมของ “พ่อเลี้ยงอี๊ด” ดร.อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ นักธุรกิจผู้บริหารสิงห์พัฒนา ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงทีมเชียงใหม่ในหลายๆ ด้าน มีการเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อ “เชียงใหม่ เอฟซี” อีกครั้ง และได้เปลี่ยนโลโก้จากเดิมมาเป็นโลโก้เสือโคร่งแบบปัจจุบัน และตั้งฉายาทีมว่า “พยัคฆ์ล้านนา” มีการจ้างนักเตะและสตาฟโค้ชที่มีฝีมือเข้ามาทำทีม รวมถึงมีการสร้างสนามซ้อมเป็นของตนเอง และมีอคาเดมี่ไว้ฝึกหัดเยาวชนรองรับอีกด้วย ซึ่งในปีนี้ผลงานของทีมก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง เมื่อเชียงใหม่ เอฟซี สามารถคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 โซนภาคเหนือได้สำเร็จ ถือเป็นแชมป์ระดับภูมิภาคครั้งแรกที่ทีมสามารถคว้ามาครองได้ เก็บได้ถึง 49 คะแนน จากการลงเล่น 19 นัด พร้อมได้สิทธิ์เข้าแข่งขันแชมป์เปี้ยนลีกระดับประเทศ ซึ่งเชียงใหม่เอฟซีก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จร่วมกับบุรีรัมย์ เอฟซี ภูเก็ต เอฟซี และชัยนาท เอฟซี

สำหรับดิวิชั่น 1 ปี 2554 นั้น เป็นปีที่ไม่น่าจดจำสำหรับแฟนบอลของเชียงใหม่ เอฟซี เป็นอย่างยิ่ง เพราะการเข้าแข่งขันดิวิชั่น 1 ครั้งแรกของสโมสรนั้น ต้องจบลงด้วยการตกชั้น จากการจบอันดับที่ 16 เก็บได้เพียง 30 คะแนน จากการลงเล่น 34 นัด ปีต่อมา 2555 เชียงใหม่ เอฟซี กลับมาเล่นลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 อีกครั้ง และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จบด้วยการเป็นแชมป์ภาคเหนือ ได้เข้าไปเล่นรอบแชมป์เปี้ยนลีก ความหวังกลับขึ้นดิวิชั่น 1 อยู่ไม่ไกล แต่แล้วแฟนบอลก็ต้องผิดหวังเมื่อเชียงใหม่ เอฟซี จบอันดับ 3 ของกลุ่มมินิลีก พลาดขึ้นชั้น และในปีนี้มีแมทช์ที่ค้างคาใจแฟนบอลเป็นอย่างมาก ได้แก่นัดที่พบกับตราด เอฟซี จากจังหวะที่เชียงใหม่ เอฟซี ทำประตูขึ้นนำ 2 – 1 ขณะที่นักฟุตบอลกำลังดีใจอย่างสุดเหวี่ยง ตราด เอฟซี ฉวยโอกาสเล่นเร็วขณะที่นักเตะเชียงใหม่ยังไม่พร้อม และสามารถทำประตูตีเสมอได้ ทำให้เชียงใหม่ เอฟซี ทำคะแนนหลุดมือไป 2 แต้ม พลาดการขึ้นชั้นอย่างน่าเจ็บใจ

 

ต่อมาปี 2556 ถือเป็นปีสุดท้ายที่เชียงใหม่ เอฟซี ได้เล่นในดิวิชั่น 2 ปีนี้เชียงใหม่ยังคงทำผลงานในลีกภูมิภาคได้อย่างยอดเยี่ยม และคว้าแชมป์ภาคเหนือได้เป็นสมัยที่ 3 พร้อมเข้าสู่รอบแชมป์เปี้ยนลีก และสามารถเลื่อนชั้นกลับมาเล่นดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ จากการได้รองแชมป์ดิวิชั่น 2 ระดับประเทศ โดยรอบชิงชนะเลิศแพ้ร้อยเอ็ด ยูไนเต็ด ด้วยประตูรวม 0 – 2

ในปี 2557 เป็นปีที่เชียงใหม่ เอฟซี ก้าวเข้าไปใกล้ลีกสูงสุดมากที่สุด โดยจบในอันดับที่ 5 ของตาราง ห่างจากโซนเลื่อนชั้นเพียงแค่ 5 คะแนน โดยแมทช์ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับแฟนบอลมากที่สุดคือ แมทช์พบกับขอนแก่น เอฟซี ทีมที่ตกชั้นไปแล้ว ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี โดยเชียงใหม่ แพ้คาบ้านไป 1 – 2 ประตู ทำให้หมดลุ้นที่จะเลื่อนชั้นทันที ซึ่งหากนัดดังกล่าวสามารถเอาชนะ และเก็บ 3 แต้มได้สำเร็จ เชียงใหม่ เอฟซี อาจจะมีโอกาสเลื่อนชั้นสู่ลีกสุงสุดในปีดังกล่าวก็ได้

 

ปี 2558 ผลงานของทีมในดิวิชั่น 1 ตกต่ำลงอีกครั้ง โดยจบอันดับที่ 15 ของตาราง มีคะแนนเท่ากับอันดับ 16 พิจิตร เอฟซี ที่ตกชั้น แต่เฮดทูเฮด เชียงใหม่ เอฟซี ดีกว่าจึงทำให้รอดจากการตกชั้นอย่างหวุดหวิด ต่อมาในปี 2559 มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารทีม โดยการเข้ามาของกลุ่มบางกอกกล๊าส สร้างความหวังในการเลื่อนชั้นให้กับแฟนบอลอีกครั้ง แต่แล้ว ฝันก็ไม่เป็นจริง เมื่อเชียงใหม่ เอฟซี ทำผลงานไม่น่าพอใจ พบเพียงอันดับที่ 9 เก็บได้เพียง 32 แต้ม จากการลงเล่น 26 นัด และปี 2560 ผลงานของทีมก็ยังคงซ้ำรอยกับปีที่ผ่านมา เชียงใหม่ เอฟซี แทบไม่ได้ลุ้นอะไรเลย จบด้วยอันดับ 10 ของตาราง มี 39 แต้ม จาก 32 นัด

ล่าสุด ปี 2561 มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อ “สว.ก๊อง” นายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร อดีตประธานสโมสรเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ได้รับอาสาเข้ามานั่งในตำแหน่งประธานสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี มีการทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ส่งนักเตะฝีเท้าดีมาให้ยืมตัวใช้งาน พร้อมกับสตาฟโค้ช และนั่นก็ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวังซ้ำสอง เมื่อเชียงใหม่ เอฟซี จบฤดูกาลด้วยการคว้าอันดับ 3 ของตาราง เก็บได้ 50 คะแนน คว้าสิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุด ฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 1 ได้เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร จากนี้ คงต้องคอยให้กำลังใจและส่งเสียงเชียร์พยัคฆ์ล้านนาตัวนี้ ให้โลดเล่นอยู่บนลีกสูงสุดของไทยต่อไปอย่างยาวนานต่อไป

 

เล็ก ช้างพลาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *