บสย. ผนึกธนาคารลงนาม 2 โครงการสินเชื่อหนุน SMEs

ครบรอบ 25 ปี บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) และพิธีลงนาม MOU ระหว่าง โครงการของ บสย. กับ ธนาคารกรุงไทย  และโครงการของ บสย. กับ ธนาคารธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ณ ห้องเวิลด์บอลรูม B ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมนายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้เกียรติเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บสย. กับธนาคารพันธมิตร ใน 2 โครงการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยมีนางนิภารัตน์ พิสิฐพิทยเสรี รักษาการแทนผู้จัดการทั่วไป บสย. เป็นผู้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) 2 โครงการ คือ โครงการสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร่วมกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และโครงการสินเชื่อประชารัฐ ร่วมกับธนาคารกรุงไทย

ซึ่งการจัดงานของ บสย.นั้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ ผลงานการค้ำประกันของ บสย. ในรอบ 25 ปี ผ่านมาจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 ในปี 2561 นี้ ว่านับตั้งแต่เปิดดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน บสย. ได้ทำหน้าที่เป็นกลไก สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ผลการทำงานที่ผ่านมาของ บสย. ส่งผลให้ บสย. มียอดอนุมัติค้ำประกันสะสม ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 จำนวน 7 แสนล้านบาท จำนวน SMEs ที่ได้รับการค้ำประกันสินเชื่อแล้ว 324,000 ราย

ในส่วนของการจัดพิธีลงนาม MOU ความร่วมมือในการทำโครงการ จัดขึ้นเพื่อ ให้โครงการสินเชื่อประชารัฐ ระหว่าง ธ.กรุงไทย กับ บสย.  และโครงการสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง ธ.ออมสิน ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ ธ.พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  กับ บสย.  โดยโครงการสินเชื่อประชารัฐ สำหรับธนาคารกรุงไทย ที่ธนาคารกรุงไทยได้รับนโยบายจากรัฐบาล ให้ดำเนินโครงการสินเชื่อประชารัฐ เพื่อช่วยเหลือ SMEs โดยมี บสย. ให้การค้ำประกัน และโครงการสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเป็นโครงการที่ บสย. ให้การค้ำประกันกับผู้ประกอบการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้เข้ารับการอบรม จนพร้อมดำเนินกิจการผ่านสินเชื่อจาก ธ.ออมสิน ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ ธ.พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ผลงาน การวิจัย เรื่อง โครงการศึกษาผลประโยชน์จากการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ที่ได้ทำการศึกษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการค้ำประกันสินเชื่อของ SMEs ของ บสย.  ซึ่งมีการใช้งบประมาณภาครัฐสนับสนุนโครงการ  โดยผลจากการศึกษาของ TDRI ให้ข้อสรุปว่า งบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ บสย. มาใช้ในการค้ำประกันสินเชื่อให้ SMEs ทุกๆ 1 บาทนั้น ก่อให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจ 4.58 เท่า ของการค้ำประกัน จากการศึกษาข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า การค้ำประกันของ บสย. ยังช่วยให้สินเชื่อ ที่สถาบันการเงินปล่อยให้ SMEs ขยายตัวไปถึง 1.7 เท่าของยอดค้ำจากข้อมูลปี 2558 ขณะที่ผลกระทบของตัวคูณทางเศรษฐกิจ 4.58 เท่านั้น เริ่มคิดตั้งแต่ บสย. ดำเนินโครงการค้ำประกัน PGS 1   ที่รัฐสนับสนุนตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา  โดย ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดการจ้างงาน 3.6 ล้านราย ผลตอบแทนของเจ้าของกิจการ 9.7 แสนล้านบาท รายได้ของแรงงาน 2.48 แสนล้านบาท กำไรของผู้ประกอบการ 5.1 แสนล้านบาท ภาษีทางตรงและทางอ้อม รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่เข้าสู่ภาครัฐ มีประมาณ 2.25 แสนล้านบาท ซึ่งหากคิดเป็นสัดส่วนเทียบมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ จะคิดเป็น ร้อยละ 13.2 ของมูลค่า GDP ของประเทศในปี 2557 หากคิดสัดส่วนความคุ้มค่าทางการเงิน หรือ Cost – Benefit Ratio จะมีค่าสัมประสิทธิ์ เท่ากับ 0.009 ซึ่งหมายถึง ผลประโยชน์หรือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกัน 100 บาท เกิดจากการใช้ต้นทุนภาครัฐเพียง 90 สตางค์

 

สำหรับในปี 2561 นับเป็นปีที่ บสย. ได้มีการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานแบบดั้งเดิม มาเป็นการเริ่มต้นวางระบบที่ใช้เทคโนโลยี 4.0 เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานอย่างจริงจัง ทั้งในการบริหารจัดการระบบการค้ำประกัน การจัดการฐานข้อมูลลูกค้าทั้งในส่วนการอนุมัติการค้ำประกัน และการติดตามหนี้     ขณะเดียวกันในส่วนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ บสย. เน้นสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการ กับทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และสถาบันการเงินเอกชนดังจะเห็นได้จากโครงการที่ดำเนินการลงนาม MOU ในวันนี้  ผลของความร่วมมือระหว่าง บสย. กับสถาบันการเงิน พันธมิตรต่าง ๆ ทำให้ บสย. สามารถปรับระยะเวลาการอนุมัติค้ำประกันจาก 3 วัน เป็น 3 ชั่วโมง ขณะที่งานในส่วนการติดตามหนี้ มีการขยายศักยภาพการให้คำแนะนำปรึกษาทางการเงินกับลูกหนี้ไปจนถึงการติดตามหนี้ ไม่เพียงแต่เน้นการขยายตัวสร้างยอดค้ำประกัน บสย. ยังเน้นการสร้าง Big Data ของฐานข้อมูลลูกค้า เมื่อนำไปสู่การประเมินคุณภาพทั้งลูกค้า SMEs และสถาบันการเงิน เพื่อนำไปสู่การควบคุมความเสี่ยงของการบริหารจัดการหนี้ NPLs และประการสำคัญ  บสย. ได้วางแผนการพัฒนาองค์กรในระยะยาว  โดยการสร้าง Roadmap ของการพัฒนาการเติบโตขององค์กร ให้มีวิสัยทัศน์ที่นำไปสู่การเป็นสถาบันหลักทางเศรษฐกิจ ในการสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้นน้ำของผู้ประกอบการ SMEs

 

ทั้งนี้  บสย. ยังคงรักษาพันธกิจการช่วยเหลือ SMEs ทั้งประเทศ ตั้งแต่ SMEs รายขนาดกลาง ขนาดเล็ก ลงไปจนถึงระดับ Micro SME พร้อมกันนั้น บสย. ยังวางเป้าหมายสร้างรากฐานการพัฒนาองค์กรให้เติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ และทำหน้าที่เป็นหนึ่งในศูนย์ข้อมูลสำคัญของ SMEs ในระบบ

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *